วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

บทที่ 11 เรื่องที่ 2 การวางแผนเพื่อชิงความได้เปรียบในการแข่งขัน

11.2  การวางแผนเพื่อชิงความได้เปรียบในการแข่งขัน
                การวางแผนเพื่อชิงความได้เปรียบในการแข่งขัน  จัดเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง  โดยเฉพาะสังเวียนการแข่งขันในธุรกิจปัจจุบัน  และสิ่งแวดล้อมทางเทคโนโลยีสารสนเทศอันซับซ้อน  ดังนั้นกลยุทธ์ทางธุรกิจหรือวางแผนทางไอที จึงนำไปสู่การประเมินศักยภาพและความเสี่ยงขององค์กร ที่จะต้องเผชิญหน้าเมื่อมีการใช้กลยุทธ์พื้นฐานทางไอทีและเทคโนโลยี  เพื่อชิงความได้เปรียบในการแข่งขัน  โดยในบทที่  ที่ผ่านมาเราได้ศึกษาถึงแรงกดดันในการแข่งขัน  (ประกอบด้วยการชิงชัยระหว่างคู่แข่งขัน ภัยคุกคามจากผู้ค้ารายใหม่  ภัยคุกคามจากสินค้าทดแทน  อำนาจการต่อรองของลูกค้า  และอำนาจการต่อรองของผู้ขายปัจจัยการผลิต) และการวางแผนกลยุทธ์เพื่อชิงความได้เปรียบในการแข่งขัน (ประกอบด้วยกลยุทธ์พื้นฐาน  5  ประการ  เช่น  ความเป็นผู้นำด้านต้นทุน  ด้านความแตกต่าง  ด้านนวัตกรรม  การเติบโต  และการเสาะหาพันธมิตรทางธุรกิจ)  ทำนองเดียวกันกับแบบจำลองโซ่คุณค่าของกิจกรรมพื้นฐานทางธุรกิจ ซึ่งแบบจำลองเหล่านี้สามารถนำมาใช้กับกระบวนการวางแผนเชิงกลยุทธ์  เพื่อช่วยสร้างความคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับอีบิสซิเนส หรือธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์
                การวางแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจและไอที  มักนิยมใช้แมทริกซ์โอกาสทางกลยุทธ์  (Strategic Opportunities Matrix)  ที่ช่วยประเมินศักยภาพของกลยุทธ์ทางธุรกิจและโอกาสทางไอที  ทำนองเดียวกันกับการประเมินความเสี่ยงและผลตอบแทนที่น่าจะเป็นไปได้
แมทิกซ์โอกาสทางกลยุทธ์ ที่ช่วยประเมินถึงความเสี่ยง ศักยภาพการจ่ายคืน และโอกาสทางไอที


                การวิเคราะห์  SWOT  (SWOT  Analysis) เป็นเครื่องมือในการประเมินสถานการณ์  ถึงผลกระทบในแต่ละความเป็นไปได้ของโอกาสทางกลยุทธ์ที่สามารถมีในองค์กรรวมถึงการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ  ด้วยการกำหนดจุดแข็ง  (Strengths)  และจุดอ่อน  (Weaknesses)  ซึ่งเป็นปัจจัยจากภายในองค์กรเอง  รวมถึงโอกาส  (Opportunities)  และอุปสรรค  (Threats)  ซึ่งเป็นปัจจัยจากภายนอก
                จุดแข็ง  ขององค์กรคือ  ความสามารถหลัก  (Core Competencies)  และทรัพยากรที่จัดได้ว่าเป็นหนึ่งในตลาด  หรือเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนั้นๆ  จุดอ่อน  คือการปฏิบัติงานทางธุรกิจในบางส่วนขององค์กรที่ต่ำกว่ามาตรฐานเมื่อถูกนำมาเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมอื่นๆ หรือเทียบกับในตลาดเดียวกัน ในขณะที่ โอกาส ก็คือศักยภาพสำหรับตลาดธุรกิจใหม่ หรือนวัตกรรมที่มีความก้าวหน้าล้ำสมัย ที่สามารถนำมาใช้เพื่อขยายตลาดที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยโอกาสจะเป็นเงื่อนไขจากสภาพแวดล้อมภายนอกที่ส่งผลต่อจุดแข็ง  ส่วน  อุปสรรค  ก็คือศักยภาพของคู่แข่งขัน ที่ส่งผลต่อความสูญเสียทางการตลาดในธุรกิจของเรา และรวมถึงแรงกดดันทางการแข่งขันในด้านอื่นๆ การเปลี่ยนแปลงนโยบายของภาครัฐ  และเทคโนโลยีใหม่ๆ  ที่เข้ามาทำลายล้างสิ่งเดิมที่เคยเป็นอยู่  โดยอุปสรรคจะเป็นเงื่อนไขจากสภาพแวดล้อมภายนอก  ที่ส่งผลกระทบต่อจุดอ่อนของเรา


                ตัวอย่างการวิเคราะห์ SWOT สามารถมาจากปัญหาทางกาตลาด การวิเคราะห์คู่แข่งขัน โดยนักการตลาดจะกำหนดคู่แข่งขันแต่ละรายที่มีอยู่ในตลาด ด้วยการมุ่งประเด็นเกี่ยวเนื่องกับการวิเคราะห์ถึงจุดอ่อนและจุดแข็ง ผู้จัดการฝ่ายการตลาดจะมีการตรวจสอบโครงสร้างต้นทุนของคู่แข่งขันแต่ละรายแหล่งที่มาของรายได้  ทรัพยากรและความสามารถหลัก  ตำแหน่งทางการแข่งขัน  และความแตกแต่งของผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาถึงระดับการเป็นเจ้าของ หรือการกุมทุกอย่างอยู่ในมือ  (Vertical Integration) ของคู่แข่งขันว่ามีมากน้อยเพียงไร และผลตอบรับในอดีตที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรม  รวมถึงปัจจัยอื่นๆ
                ผู้จัดการฝ่ายการตลาดจำเป็นต้องลงทุนวิจัยตลาดเพื่อเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการวิเคราะห์ตลาดเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่แม่นยำยิ่งขึ้น ในทำนองเดียวกันกับการวิจัยตลาดเพื่อนำไปสู่การบรรลุในสารสนเทศนั้น  และถึงแม้ว่านักการตลาดจะสามารถนำเทคนิคต่างๆ  มาใช้อย่างมากมาย  แต่โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะใช้วิธีการต่อไปนี้
-                   การวิจัยการตลาดเชิงคุณภาพ  เช่น  การมุ่งเฉพาะไปยังกลุ่มตัวอย่าง
-                   การวิจัยการตลาดเชิงปริมาณ  เช่น  การสำรวจทางสถิติ
-                   เทคนิคการทดลอง  เช่น  การทดสอบตลาด
-                   เทคนิคการสังเกตการณ์  เช่น  การสังเกตจากชาติพันธ์ในแต่ละพื้นที่
-                   ผู้จัดการฝ่ายการตลาดอาจทำการออกแบบและคอยตรวจตราและดูสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่หลากหลาย  การนำกระบวนการอันชาญฉลาดมาใช้กับการแข่งขัน  จะช่วยบ่งชี้ถึงแนวโน้มและความรอบรู้ในการวิเคราะห์ตลาดขององค์กร
                และต่อไปนี้เป็นตัวอย่างการวิเคราะห์  SWOT  ของโรงพิมพ์แห่งหนึ่ง


Strengths
1.        ความมีชื่อเสียง
2.        มีลูกค้าประจำ
3.        มีพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญสูง
Weaknesses
1.        มีเงินลงทุนหมุนเวียนจำกัด
2.        เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็ว
3.        รองรับงานในปริมาณจำกัด เนื่องจากมีเครื่องจักรเพียง  เครื่อง
Opportunities
1.        รัฐบาลส่งเสริมการลงทุนในภาคธุรกิจ ขนาดย่อม
2.        มีสถาบันกวดวิชาที่กำลังเปิดใหม่อยู่บริเวณใกล้เคียง
Threats
1.        มีโรงพิมพ์ตั้งขึ้นใหม่เพิ่มขึ้น  และมีการตัดราคากันเอง
2.        รัฐบาลเพิ่มภาษีนำเข้ากระดาษ  ส่งผลต่อต้นทุนการผลิต
ตัวอย่างการวิเคราะห์ SWOT ของธุรกิจโรงพิมพ์แห่งหนึ่ง
11.1  การวางแผนองค์กร
                ปกติแล้ว การดำเนินงานใดๆ ในภาคธุรกิจมักจะเริ่มต้นด้วยการวางแผนเสมอ เพราะการวางแผนถือเป็นส่วนประกอบสำคัญที่จะนำพาให้องค์กรไปสู่เป้าหมายด้วยวิธีการอย่างมีแบบแผน มีทิศทางกระบวนการทำงานอย่างมีระบบ ดังรูปแสดงถึงส่วนประกอบการวางแผนองค์กร (Organizational Planning)  ซึ่งประกอบด้วยกระบวนการวางแผนขั้นพื้นฐาน  ที่พอสรุปได้ดังนี้

ส่วนประกอบของกระบวนการวางแผนองค์กร


                ผลลัพธ์ที่ได้จากกระบวนการวางแผน  เราจะเรียกว่า  แผนการ  (Plan)  ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ ที่มีความชัดเจน ทำให้ทีมงานมีความรู้สึกว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องยึดถือและปฏิบัติตาม เพื่อให้บรรลุถึงผลสำเร็จตามเป้าหมาย ดังนั้นแผนการจึงถือเป็นแถลงการณ์ แผนการจะนำไปสู่การลงมือปฏิบัติ  การลงมือปฏิบัติก่อให้เกิดผลลัพธ์  และบางส่วนของการวางแผนก็คือการเรียนรู้จากผลลัพธ์  สำหรับในบริบทดังกล่าว  กระบวนการวางแผนจะถูกติดตามจากการใช้งาน  ซึ่งจะถูกตรวจสอบโดยมาตรการการควบคุม  เพื่อจัดเตรียมเป็นผลป้อนกลับไปสู่การวางแผนเพื่อปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นต่อไป
                การวางแผนกลยุทธ์ (Strategic Planning)จะเกี่ยวข้องกับการพัฒนาพันธกิจ เป้าหมาย กลยุทธ์ และนโยบายขององค์กร โดยองค์กรอาจจะเริ่มต้นจากกระบวนการพัฒนาวิสัยทัศน์ร่วมกันด้วยการใช้เทคนิคต่างๆ อันประกอบด้วย การสร้างทีมงาน การนำตัวแบบจำลองมาใช้กับเหตุการณ์ และการเห็นพ้องต้องกัน ในส่วนของทีมงานการวางแผนจะต้องเข้าร่วมประชุมอยู่บ่อยครั้ง เพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับ การกำหนดวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ (Strategic  Visioning) ซึ่งเป็นไปตามตารางโดยการวางแผนยุทธวิธี (Tactical Planning) จะเกี่ยวข้องกับการตั้งวัตถุประสงค์และการพัฒนาขั้นตอนวิธี กฎ ตารางการปฏิบัติงานและงบประมาณ  และการวางแผนปฏิบัติการ  (Operational Planning) จะดำเนินการแบบระยะสั้น ที่นำไปใช้เพื่อการควบคุมการปฏิบัติงานแบบวันต่อวัน ตัวอย่างเช่น การวางแผนโครงการ และการจัดตารางการผลิต  เป็นต้น

การกำหนดวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์  (Strategic Business Visioning)
การทำความเข้าใจต่อลูกค้า
ใครคือลูกค้าของเรา ?
ลูกค้าของเรามีความต้องการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แล้วเราต้องมุ่งตอบสนองอย่างไร ?
ใครเป็นลูกค้าเป้าหมายของเรา ?
อีบิสซิเนสจะช่วยตอบสนองลูกค้าเป้าหมายของเราได้อย่างไร ?
คุณค่าลูกค้า
เราสามารถเพิ่มคุณค่าให้แก่ลูกค้าด้วยการบริการทางอีบิสซิเนสได้อย่างไร ?
เราสามารถเป็นทางเลือกให้แก่ลูกค้าเป็นรายแรกได้อย่างไร ?
คู่แข่งขัน
ใครคือคู่แข่งขันตัวจริงของพวกเรา ?
แบบจำลองทางธุรกิจของคู่แข่งขันที่นำมาใช้ขับเคลื่อน  คืออะไร ?
คู่แข่งขันเขาทำอะไรบ้างในธุรกิจอีคอมเมิร์ชและอีบิสซิเนส?
ศักยภาพของคู่แข่งขัน  คู่ค้า  ผู้ขาย  หรือลูกค้าเป็นอย่างไร ?
โซ่คุณค่า (Value Chain)
ถ้าเราจะเริ่มต้นทำอีบิสซิเนส  เราจะออกแบบโซ่คุณค่าอย่างไร ?
ใครจะเป็นคู่ค้าทางธุรกิจในโซ่อุปทานของพวกเรา ?
หากเราจะทำอีคอมเมิร์ช  ต้องมีกฎเกณฑ์อะไรบ้าง ?
มีเว็บไซต์  B2C  พอร์ทัล  ตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์  B2C  หรือคู่ค้าทางธุรกิจ
ใดๆ  ที่ได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรในธุรกิจอีคอมเมิร์ชบ้าง


บทที่ 10 เรื่องที่ 3 ระบบผู้เชี่ยวชาญ(Expert Systems)

10.3  ระบบผู้เชี่ยวชาญ(Expert Systems)
                เราได้เข้าใจเบื้องต้นแล้วว่า ระบบผู้เชี่ยวชาญนั้นจะนำคอมพิวเตอร์มาใช้ตัดสินใจแทนมนุษย์ โดยจะมีการถ่ายทอดความรู้ความชำนาญการต่างๆ และจัดเก็บไว้ในฐานความรู้ จากนั้นก็นำมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาหรือให้คำแนะนำในเรื่องราวต่างๆ เสมือนกับผู้ใช้ได้สอบถามจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง อย่างไรก็ตาม ในการที่จะให้คอมพิวเตอร์สามารถเป็นระบบผู้เชี่ยวชาญได้นั้น จะต้องมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมการ เพื่อนำไปสู่ระบบผู้เชี่ยวชาญ  โดยเฉพาะการถ่ายโอนความรู้ความชำนาญไปยังระบบผู้เชี่ยวชาญ
                การถ่ายโอนความรู้ความชำนาญจากบุคคลผู้มีความเชี่ยวชาญ  เพื่อนำไปเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ จะเกี่ยวข้องกับผู้ใช้ตามกิจกรรมทั้ง  ประการดังต่อไปนี้
                1. การได้มาของความรู้ความรู้คือสิ่งที่สามารถจัดหามาได้จากบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญ หรืออาจได้มาจากแหล่งเอกสารต่างๆ
                2. การแสดงแบบความรู้ เมื่อความรู้ถูกจัดหามาแล้ว ก็จะถูกนำมาจัดรูปแบบตัวยกกฎเกณฑ์หรือตีกรอบตามวัตถุประสงค์ และจัดเก็บไว้ในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบของฐานความรู้ เพื่อแสดงความรู้ได้
                3. การอนุมานความรู้ คอมพิวเตอร์จะถูกโปรแกรมเพื่อให้สามารถนำมาใช้ เพื่ออนุมานด้วยการคำนวณผลลัพธ์จากข้อเท็จจริงตามข่าวสารที่ได้จัดเก็บไว้  และแสดงคำตอบออกมาในทำนองเดียวกันกับผู้เชี่ยวชาญ
                4. การถ่ายโอนความรู้ ความรู้ความชำนาญที่ได้จากการอนุมาน จะถูกถ่ายโอนไปสู่ผู้ใช้ในรูปแบบของข้อเสนอแนะ

บทที่ 10 เรื่องที่ 2 การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในด้านอื่นๆ

10.2  การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในด้านอื่นๆ
                จากสาขาต่างๆ ของปัญญาประดิษฐ์ที่ได้กล่าวข้างต้น ยังมีการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในด้านอื่นๆ อีกเล็กน้อย โดยในที่นี้จะขอเพิ่มเติมจากสิ่งที่ได้กล่าวมา อันประกอบด้วย เจเนติกอัลกอริทึม และตัวแทนอันชาญฉลาด  ตามรายละเอียดต่อไปนี้
                10.2.1  เจเนติกอัลกอริทึม(Genetic Algorthm)
                เจเนติกอัลกอริทึม  ในบางครั้งอาจเรียกว่า  เจเนติกโปรแกรม  (Genetic Program) เป็นวิธีแก้ไขปัญหาที่ใหญ่และซับซ้อนเกินกว่าที่มนุษย์จะกระทำได้ โดยเจเนติกอัลกอริทึมจะใช้กลไกการเลียนแบบการคัดเลือกพันธุกรรมตามธรรมชาติ  ซึ่งปกติพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก  จะพัฒนาการด้วยการคัดสรรแต่สิ่งที่ดีที่สุดในสายพันธุ์เพื่อสืบทอดไปยังรุ่นถัดไป ดังนั้นการแก้ไขปัญหาของเจเนติกจึงใช้การปฏิบัติการแบบซ้ำแล้วซ้ำเล่า  หรือเปลี่ยนตัวแบบจำลองและคอยดูวิวัฒนาการ  จนกระทั่งปรากฎผลที่ดีที่สุดออกมา  ซึ่งวิธีดังกล่าวจะตั้งอยู่บนพื้นฐานทฤษฎีของวิวัฒนาการที่เกี่ยวข้องกับ (1) ความแตกต่างแปรผันทางพันธุกรรม (Variation) และ (2) การคัดเลือกตามธรรมชาติ (Natural Selection) โดยเจเนติกอัลกอริทึมมีประโยชน์เป็นพิเศษสำหรับเหตุการณ์ที่มีทางออกอยู่นับพันและเป็นไปได้ว่าจะต้องหาทางออกที่เหมาะสมที่สุด ดีที่สุด โดยซอฟต์แวร์เจเนติกอัลกอริทึมจะใช้กลุ่มของกฎกระบวนการทางคณิตศาสตร์ (อัลกอริทึม) ที่ระบุถึงวิธีการรวมตัวกันในส่วนประกอบของกระบวนการอย่างไร เพื่อนำไปสู่พันธุกรรมใหม่ๆ ที่แตกต่างไปจากลักษณะดั้งเดิม ซึ่งอาจใช้กระบวนการสุ่มเพื่อประมวลผลรวมกัน (Mutation) ด้วยการนำกระบวนการที่ดีๆ จากหลายๆ ส่วนมารวมเข้าด้วยกัน (Crossover) และคัดเลือกกลุ่มกระบวนการที่ดีที่สุด (Select) เพื่อสร้างแนวทางในการแก้ปัญหาที่ดียิ่งขึ้น

                10.2.2  ตัวแทนชาญฉลาด(Intelligent Agent)
                ด้วยแนวคิดของระบบชาญฉลาดนี้เอง ที่ทำให้คอมพิวเตอร์มีความสามารถสูงและทำงานแทนมนุษย์ได้ จึงเกิด ตัวแทนชาญฉลาด (Intelligent Agent)ขึ้นมา หรือที่เรียกว่า Intelligent Robot หรือมักเรียกสั้นๆ ว่า บอท(Bot) ซึ่งบอทจะประกอบด้วย โปรแกรมและฐานความรู้ ที่ถูกนำมาใช้ปฏิบัติงานเฉพาะกิจแทนคนแบบอัตโนมัติ  โดยเฉพาะงานรูทีนต่งๆ  การค้นหาข้อมูล  การกลั่นกรองข่าวสารสำหรับงานอีคอมเมิร์ช  การจัดการโซ่อุปทาน  และกิจกรรมใดๆ  ตามเจตจำนงของผู้ใช้ว่าต้องการให้บอททำอะไร  วันไหน  และเวลาใด
                อย่างไรก็ตาม  ก็มีกลุ่มคนบางกลุ่มได้มีการนำแนวคิดของบอทมาใช้  เพื่อดำเนินการในด้านลบ และใช้เป็นกลโกงในรูปแบบต่างๆ  บนอินเทอร์เน็ต  เช่น  การใช้บอทโพสต์ข้อความตามเว็บ  การใช้บอทดาวน์โหลดไฟล์อัตโตมัติ  การใช้บอทเพื่อเล่นเกมออนไลน์  รวมถึงการนำบอทมาใช้เป็นตัวแทนของแฮกเกอร์เพื่อเจาะเข้าไปตามเว็บไซต์ต่างๆ ดังนั้นในบางเว็บไซต์จึงมีมาตรการป้องกันขึ้นมา ด้วยการให้ผู้ใช้ได้พิสูจน์ตัวตนว่าเป็นมนุษย์จริงๆ มิใช่เป็นตัวแทนของบอทที่ปลอมตัวมา จึงเป็นที่มาของ CAPTCHA (Completely Automated Public Turing test to tell Computers and Humans Apart) โดยนำภาพมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อยืนยันความเป็นมนุษย์  ภายใต้สมมติฐานว่า  “มนุษย์มีความสามารถในการแยกแยะวัตถุที่เป็นภาพได้ดีกว่าคอมพิวเตอร์”

                ปัจจุบัน CAPTCHA (แคปช่า) ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางกับการนำมาประยุกต์ใช้เพื่อโต้ตอบกับผู้ใช้งานผ่านคอมพิวเตอร์ เพื่อมั่นใจได้ว่าผู้ใช้เป็นมนุษย์จริงๆ มิใช่คอมพิวเตอร์หรือหุ่นยนต์เป็นผู้กระทำ โดยคอมพิวเตอร์ไม่สามารถแก้ไขปัญหาจาก CAPTCHA ได้ เพราะคอมพิวเตอร์หรือหุ่นยนต์แยกแยะความแตกต่างด้วยภาพไม่ดีเท่ามนุษย์ ประกอบกับภาพตัวอักขระหรือตัวเลขในCAPTCHA จะมีลักษณะผิดรูปทรง โย้ไปโย้มา รวมถึงอาจมีฉลากหลังเพิ่มเติมที่ทำให้แลดูลายตาและยิ่งเหยิงเข้าไปอีก แต่ธรรมชาติของมนุษย์สามารถแยกแยะความแตกต่างของภาพต่างๆ เหล่านั้นได้ดี จึงบอกได้ว่าเป็นตัวอักขระหรือตัวเลขใด และเรื่องยากสำหรับกรณีที่ผู้ใช้เป็นคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะแฮกเกอร์ที่มักโจมตีผู้ใช้งานผ่านบอทที่สร้างขึ้นจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์  ให้ทำงานอัตโนมัติแทนคน  ดังนั้น  CAPTCHA จึงจัดเป็นเครื่องมือที่ยากต่อการตรวจจับสำหรับบอทที่ทำงานแบบอัตโนมัติแทนคนและจัดเป็นมาตรการป้องกันความปลอดภัยจากภัยคุกคามของบอทได้ดีอีกวิธีหนึ่ง

บทที่ 10 เรื่องที่ 1สาขาต่างๆ ของปัญญาประดิษฐ์

10.1  สาขาต่างๆ  ของปัญญาประดิษฐ์
                ขอบเขตของศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์จะประกอบด้วย ระบบผู้เชี่ยวชาญ หุ่นยนต์ ระบบวิชั่น การประมวลผลภาษาธรรมชาติ ระบบการเรียนรู้ และโครงข่ายประสารทเทียม
แบบจำลองแนวคิดของศาสตร์ทางด้านปัญญาประดิษฐ์

                10.1.1  ระบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert Systems)
                เมื่อองค์กรมีปัญหาอันซับซ้อนที่ต้องดำเนินการตัดสินใจ ส่วนใหญ่จะทำการปรึกษาบุคคลที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขานั้นๆ บุคคลเหล่านี้มักจะมีความรู้เฉพาะด้านและมีประสบการณ์สูงสามารถช่วยแก้ไขปัญหาในเรื่องราวต่างๆ ได้เป็นอย่างดี เพื่อให้การตัดสินใจบนทางเลือกใดๆ มีโอกาสที่จะสำเร็จสูง ในขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ยังสามารถคำนวณต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายที่องค์กรอาจจะต้องสูญเสียไปกับความเสียหายในครั้งนี้  หากไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาดังกล่าว  ดังนั้นองค์กรขนาดใหญ่จึงมักว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญไว้เป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรเสมอ
                ระบบผู้เชี่ยวชาญ คือ ระบบคอมพิวเตอร์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเลียนแบบการทำงานของมนุษย์ โดยผู้เชี่ยวชาญที่เราปรึกษาแทนที่จะเป็นมนุษย์ก็เป็นคอมพิวเตอร์แทน ตัวระบบจะมีการจัดเก็บความรู้ความละเอียดของระบบผู้เชี่ยวชาญจะขอกล่าวในรายละเอียดต่อไป
                10.1.2  หุ่นยนต์(Robotics)
                หุ่นยนต์คือเครื่องจักรกล หรืออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาให้สามารถปฏิบัติงานแทนมนุษย์ได้ เช่น การใช้หุ่นยนต์พ่นสีรถ การนำหุ่นยนต์มาเชื่อมโลหะเพื่อประกอบตัวถังรถยนต์ สำหรับงานที่เหมาะสมกับการนำหุ่นยนต์มาใช้ โดยเฉพาะงานที่มีสภาพแวดล้อมเสี่ยงต่อความไม่ปลอดภัยของมนุษย์  เช่น  ในโรงงาน  การเก็บกู้วัตถุระเบิด  นอกจากนี้  ยังมีหุ่นยนต์ที่มีลักษณะเหมือนมนุษย์  ที่สามารถมองเห็น  กะพริบตา  แสดงกิริยาท่าทาง  การพูด  แม้กระทั่งเสียงลมหายใจ
หุ่นยนต์ Big Dog ที่นำมาใช้ขนสัมภาระทางทหาร และหุ่นยนต์ที่คล้ายก้บมนุษย์

                ถึงแม้ว่า หุ่นยนต์ที่ประดิษฐ์ขึ้นในปัจจุบันจะมีข้อจำกัดด้านความสามารถบางประการ แต่แนวโน้มในอนาคตจะมีการพัฒนาหุ่นยนต์ให้มีความสามารถมากขึ้น  และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานด้านธนาคาร  ภัตตาคาร  บ้านพักอาศัย  และตามพื้นที่เสี่ยงภัยอย่างสถานีนิวเคลียร์
                10.1.3  ระบบวิชั่น(Vision Systems)
                เราสามารถใช้ระบบวิชั่น  หรือในบางครั้งเรียกว่า  แมชชีนวิชั่น(Machine Vision)  เพื่อนำมาปรับปรุงความสามารถของหุ่นยนต์ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น  โดยระบบวิชั่นจะมีส่วนประกอบหลักอยู่  ส่วนด้วยกันคือ  กล้อง  และชุดประมวลผสัญญาณภาพ

                ดังนั้นหากนำหุ่นยนต์ที่มีระบบแมชชีนวิชั่นมาใช้ก็จะทำให้หุ่นยนต์มีระบบการมองเห็นและรับรู้ได้เหมือนกับมนุษย์ นอกจากนี้ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้งานแทนมนุษย์ได้อีกมากมาย เช่น ในหลายอุตสาหกรรมได้นำหุ่นยนต์แมชชีนวิชั่นมาใช้ เพื่อตรวจสอบชิ้นงานแบบอัตโนมัติ  ถือเป็นการนำแมชชีนวิชั่นมาประยุกต์ใช้เพื่อตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์  ซึ่งมีความแม่นยำสูงกว่าสายตามนุษย์มาก  ทั้งนี้เนื่องจากมนุษย์มีข้อจำกัดในการตรวจชิ้นงานที่มีจำนวนมากในระยะเวลานานๆและไม่ละเอียดเท่ากับหุ่นยนต์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการวัดขนาด การตรวจสอบการปนเปื้อนของสิ่งแปลกปลอมบนพื้นผิววัตถุ  การตรวจสอบความผิดเพี้ยนของสีในตัวผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะมีการตรวจสอบและคัดแยกแบบอัตโนมัติ โดยเฉพาะโรงงานที่จำเป็นต้องใช้ความรวดเร็ว  และต้องใช้เวลาที่สั้นที่สุด  การนำแมชชีนวิชั่นมาใช้จึงมีประโยชน์มาก  ตัวอย่างเช่น  โรงงานประกอบรถยนต์ของบริษัท  Ford Motor  ได้นำหุ่นยนต์แบบแมชชีนวิชั่นมาใช้จัดการกับชิ้นงานด้วยการยิงหมุดเล็ก  (Rivets)  ตามจุดต่างๆ  ของตัวรถบรรทุกแบบอัตโนมัติ
หุ่นยนต์ spiderman ที่มองเห็นและดักจับคนร้ายได้ด้วยดารยิ่งตาช่ายเพื่อจับกุม

                10.1.4  การประมวลผลภาษาธรรมชาติ(Natural – Language Processing)
                เป็นระบบที่ให้คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจภาษาธรรมชาติของมนุษย์ด้วยการรับอินพุตที่ป้อนเข้าไปด้วยภาษาธรรมชาติ จากนั้นระบบก็วิเคราะห์โครงสร้างและความหมายทางภาษา ซึ่งกระบวนการวิเคราะห์นี้จะทำงานร่วมกับฐานความรู้ และต่อมาก็จะประเมินค่าและหาคำตอบและส่งเอาต์พุตออกมาเป็นเสียงพูดหรือภาษามนุษย์ออกมา ตัวอย่างเช่น ลูกค้าได้สอบถามยอดบัญชีธนาคารผ่านคอมพิวเตอร์ ว่ามียอดคงเหลืออยู่ในบัญชีเท่าไร คอมพิวเตอร์ก็จะแจ้งยอดคงเหลือในบัญชีผ่านเสียงพูดออกมาให้รับทราบ เป็นต้น  แต่ปัญหาของการประมวลผลภาษาธรรมชาติก็คือ  กรณีคำพูดที่สั่งผ่านคอมพิวเตอร์นั้นไม่ชัดเจน  รวมถึงยุคปัจจุบันมีความสามารถสูงขึ้น โดยเฉพาะความสามารถในการตรวจสอบคำสะกดผิดพลดา การแปลคำย่อมาเป็นคำเต็ม  และอนุญาตให้ผู้ใช้สอบถามหรือโต้ตอบกับระบบได้ผ่านภาษาอังกฤษ

                ในบางครั้ง ระบบจดจำเสียงพูด (Voice Recognition) ถูกนำมาใช้ร่วมกับการประมวลผลภาษาธรรมชาติ โดยระบบจดจำเสียงพูดจะแปลงเสียงพูดออกมาเป็นคำ ภายหลังจากการแปลงเสียงมาเป็นคำแล้ว  อาจสั่งให้พิมพ์ข้อความตามคำพูด  โปรแกรมก็จะพิมพ์ข้อความตามคำพูดให้โอยอัตโนมัติ
                10.1.5  ระบบการเรียนรู้(Learning Systems)
                ระบบการเรียนรู้ ถือเป็นอีกส่วนหนึ่งของระบบ AI ที่ผสมผสานระหว่างตัวซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ โดยอนุญาตให้คอมพิวเตอร์มีการโต้ตอบ และเปลี่ยนแปลงอย่างไรต่อผลป้อนกลับตามแต่ละสถานการณ์  ตัวอย่าง  เกมบางเกมสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง  ถ้าคอมพิวเตอร์ไม่ใช่เป็นผู้ชนะ เช่น  เกมหมากรุก ซึ่งการเคลื่อนที่ของตัวหมากรุกในแต่ละครั้ง ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน จะมิใช่เป็นการเคลื่อนที่ในลักษณะเดียวกันเสมอไป  แต่จะเป็นการเรียนรู้เพื่อดัดแปลงและดักทางคู่ต่อสู้เพื่อรอชัยชนะที่อยู่ข้างหน้า
                10.1.6  โครงข่ายประสาทเทียม(Neural Networks)
                โครงข่ายประสาทเทียม หรือบางครั้งอาจเรียกว่า ข่ายงานประสาทเทียม (Neural Nets) คือระบบคอมพิวเตอร์ที่สามารถกระทำหรือจำลองหน้าที่การทำงานของเซลล์ประสาทในสมองของมนุษย์โดยโครงข่ายประสาทเทียมจะใช้การประมวลผลแบบขนาด (Perallel Processors) ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของสมองมนุษย์  ที่ภายในจะมีเซลล์ประสาทที่ซับซ้อนอยู่จำนวนมาก  และคล้ายกับโครงร้างเครือข่ายแบบแมช(Mesh – Like Structure)

                สมองของมนุษย์เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์มาก ทุกวันจะมีเซลล์ประสาทในสมองตาย แต่ไม่ได้ส่งผลต่อประสิทธิภาพโดยรวมของสมองเลยระบบสมองมีระบบการเรียนรู้ (แตกต่างจากคอมพิวเตอร์ที่จะต้องมีโปรแกรมสิ่งใหม่ๆ เข้าไป) และที่สำคัญ สมองของมนุษย์สามารถประมวลผลข้อมูลแบบขนานได้เป็นอย่างดี ดังนั้นหากคอมพิวเตอร์สามารถเลียนแบบการทำงานของสมองมนุษย์ได้มากเท่าไร นั่นหมายถึงความชาญฉลาดของเครื่องจักรที่มีความสามารถเทียบเคียงสมองของมนุษย์มากขึ้นเท่านั้น โครงข่ายประสาทเทียมสามารถประมวลผลสิ่งต่างๆ มากกว่าหนึ่งสิ่งในขณะเดียวกัน และมีระบบการเรียนรู้เพื่อนำไปสู่ความสามารถในการแยกแยะสิ่งต่างๆ ได้ (Recognize Patterns) ตัวอย่างเช่น บริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับเคมีภัณฑ์ ได้นำโครงข่ายประสาทเทียมมาวิเคราะห์เพื่อช่วยเหลือแพทย์ทางคลินิก ในการวินิจฉัยเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดหัวใจ บริษัทน้ำมันได้ใช้ซอฟต์แวร์โครงข่ายประสาทเทียมเพื่อตรวจสอบและควบคุมการเจาะบ่อน้ำมัน และองค์การนาซ่าได้สร้างตัวแบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียมเพื่อจำลองสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์บนดาวอังคาร  เป็นต้น
                และต่อไปนี้คือความสามารถเฉพาะทางของโครงข่ายประสาทเทียม  ซึ่งประกอบด้วย
-                   การดึงข่าวสารหรือสารสนเทศได้ครบถ้วนสมบูรณ์ แม้ว่าจะมีโหนดประสาทบางโหนดเสียหาย
-                   การเปลี่ยนแปลงและจัดเก็บข้อมูลสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว  ทำนองเดียวกันกับการแสดงผลลัพธ์ของสารสนเทศใหม่ๆ
-                   ความสามารถในการสืบค้นความสัมพันธ์และแนวโน้มของข้อมูลในฐานข้อมูลขนาดใหญ่

-                   การแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนได้  ในขณะที่ระบบสารสนเทศทั่วไปทำไม่ได้

บทที่ 9 เรื่องที่ 3 ประเภทของความรู้

9.3  ประเภทของความรู้
                ความรู้ยังสามารถจำแนกออกเป็น  ประเภทด้วยกันคือ
                1. ความรู้โดยนัย  (Tacit Knowledge)
                เป็นความรู้แบบฝังลึกที่ซ่อนเร้นอยู่เฉพาะตัวบุคคล มีความซับซ้อน ไม่สามารถนำมาจัดระบบให้มีความชัดเจนแน่นอนได้ เนื่องจากเป็นภูมิปัญญาซึ่งประกอบด้วย ความเชื่อ ค่านิยม ประสบการณ์ ความชำนาญ  ไหวพริบ  ความลับ  และทักษะความรู้เฉพาะตัวของบุคคลผู้นั้น  และเนื่องจากความรู้ประเภทนี้มีความเป็นนามธรรมสูง  จึงยากต่อการถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษร
                2.  ความรู้แบบชัดแจ้ง  (ExplicitKnowledge)
                เป็นความรู้ที่มีความเป็นรูปธรรม เป็นวิทยาการที่สามารถ่ายทอดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรในรูปแบบของสื่อต่างๆ  ได้อย่างมากมาย  เป็นองค์ความรู้ที่มีหลักการ  มีเหตุผล  ถ่ายทอดได้  สามารถจัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ในรูปแบบของข้อมูล  นโยบาย  วิธีการ  กลยุทธ์  ซอฟต์แวร์  หนังสือ  คู่มือ  เอกสาร  และสื่อประเภทอื่นๆ 

                นิยามความรู้ในลักษณะต่างๆ ที่เกี่ยวกับความรู้เชิงรูปธรรมที่ลดหลั่นลงมาสู่ความรู้เชิงนามธรรม  หรือที่เรียกชื่อย่อกันว่า  ASHEN  โดยแต่ละตัวมีความหมายว่า
-                   Artefactsเป็นความรู้ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเป็นลายลักษณ์อักษร  เช่น  เอกสาร  หนังสือ  ถือเป็นความรู้ที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด
-                   Skill  เป็นทักษะ  ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการนำไปประกอบการใช้งานเพื่อให้เกิดผลสำเร็จ
-                   Heuristics  เป็นความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้มามากพอ  จนมีความเชี่ยวชาญสูง  เริ่มมีความยากต่อการถ่ายทอดหรือแลกเปลี่ยน  เนื่องจากเป็นเรื่องของเฉพาะตัวบุคคล
Natural Talent เป็นพรสวรรค์ที่ฝังอยู่ในเฉพาะตัวบุคคล ยากต่อการถ่ายทอด มีความเป็นนามธรรมสูง